ฮารูกิ มูราคามิ

It’s hero time: “ฮารูกิ มูราคามิ”

ฮะรุกิ มุระกะมิ หรือ บางคนสะดวกปากที่จะอ่านว่า ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) เป็นนักเขียนชาวญี่ปุ่นที่มีผลงานเขียนโด่งดังไประดับโลก งานเขียนของเขามีทั้งนวนิยายและเรื่องสั้น ความเรียง รวมถึงเทคนิคงานเขียนที่เขาสอดแทรกลงไปในความเรียงที่ตัวเองเขียนขึ้นด้วย (ในความเรียง “เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง” ที่อ่านสนุกได้ไอเดียรวมถึงแรงฮึดที่จะลุกออกมาวิ่งและเขียนหนังสือ!)

มูราคามิเติบโตมากับงานวรรณกรรมและดนตรีของวัฒนธรรมตะวันตก ทั้งสองมีอิทธิพลในงานเขียนของเขาในเวลาต่อมา โดยที่รูปแบบภาษาและการเล่าเรื่องของมูราคามิจะคล้ายคลึงกับงานเขียนของนักเขียนชาวตะวันตก

Haruki Murakami

ในงานเขียนของมูราคามิ มักจะมีสิ่งต่อไปนี้ปรากฎอยู่เสมอ … ดนตรีแจ๊ส เพลง การทำอาหาร ชายหนุ่ม หญิงสาว ตัวละครหลักที่เปลี่ยวเหงา เก็บตัว ครุ่นคิด หญิงสาวหรือชายหนุ่มที่มาพร้อมกับปัญหาในจิตใจ (เช่นเรื่อง ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลายหรือ Norwegian Wood นวนิยายอันโด่งดัง) มีแมว ความรัก การผลัดพราก ความรักสามเสร้า การเดินทางของตัวละครเพื่อออกไปค้นหาอะไรบางอย่าง ปมปัญหาในอดีต เรื่องราวเหนือธรรมชาติเช่นสัตว์พูดได้ ปริศนา (puzzle)ที่ตัวละครต้องแก้และความตาย…

ก่อนที่จะลงมือเขียนนิยายเรื่องแรกในชุด ไตรภาคมุสิก (นิยายขนาดสั้นเรื่องแรกชื่อ Hear the Wind Sing)ในปี 1979 มูราคามิเป็นเจ้าของบาร์เล็กๆที่โตเกียว ชื่อว่า ปีเตอร์ แคท (Peter Cat)ในบาร์เขาเปิดเพลงและเล่นดนตรีแนวแจ๊ส (Jazz)ขับกล่อมลูกค้าเป็นเวลาถึง 7 ปี

มีข้อมูลที่เผยแพร่สู่สาธารณชนว่า ตัวเลข 6000…คือจำนวนแผ่นเพลงแบบไวนิลที่มูราคามิเก็บสะสมไว้ และแน่นอน สวนใหญ่ในจำนวนทั้งหมดคือเพลงแจ๊ส

งานเขียนของมูราคามิส่วนใหญ่จะเป็นงานเขียนแนวเหนือจริงหรือเซอร์เรียล เป็นเรื่องราวที่เหนือธรรมชาติ ตัวละครมีความแปลกแยก โดดเดี่ยว มีปมในใจ แยกตัวออกจากสังคมขณะเดียวกันก็โหยหาอะไรบางอย่างมาเติมเต็มให้กับชีวิตตน

จุดเด่นของงานเขียนของเขาคือ เขาใช้ภาษาง่ายๆ ซึ่งจะพาเราล่องลอยไปกับการเล่าเรื่องที่อบอวลไปด้วยอารมณ์บางอย่างที่รุนแรง (ส่วนมากจะอารมณ์เหงา เศร้า) สะเทือนอารมณ์แต่มีเสน่ห์

ย้อนกลับไปในอดีต มูราคามิเริ่มเขียนนิยายเรื่องแรก Hear the Wind Sing ในปี 1979 เมื่อเขามีอายุได้ 29 ปี เขาได้รับแรงบันดาลใจอย่างฉับพลันและไม่คาดฝันมาจากการบรรยากาศโดยโฆษกพากษ์กีฬาในสนาม ขณะนั่งชมการแข่งขันเบสบอลรายการหนึ่ง มูราคามิใช้เวลาเขียนนวนิยายเรื่องนี้อยู่ราวสามเดือน โดยใช้เวลาว่างหลังจากปิดร้านในการเขียน หลังจากเขียนเสร็จ เขาได้ส่งผลงานเรื่องนี้เข้าประกวดและได้รับรางวัลที่หนึ่ง

ในปีถัดมา เขาได้ตีพิมพ์นิยายชื่อ Pinball, 1973 หลังจากนั้นเรื่อง A Wild Sheep Chase ก็วางขายในปี 1982 ซึ่งทั้งหมดก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

หนังสือทั้งสามเรื่องถูกเรียกว่าไตรภาคมุสิก “Trilogy of the Rat” โดยมีตัวละครหลักที่เป็นตัวเดินเรื่องเชื่อมโยงทั้งสามเรื่องเรื่องเข้าด้วยกัน

สำหรับเรื่องที่ฮิตถล่มทลายของเขากลับเป็นเรื่อง Norwegian Wood เพราะหลายคนบอกว่าอ่านไม่ยากเท่าเรื่องอื่นๆ แถมมีความเป็นนิยายสายตลาดมากกว่า พล็อตเรื่องที่น่าสนใจ สะเทือนอารมณ์สุดขั้ว (บางบทนี่ถึงขั้นทำต่อมน้ำตาแตก) ทำให้คนที่ไม่อยากปีนบันไดเข้าถึงงานของมูราคามิสามารถเข้าถึงได้ง่าย

ตอนที่เขียนนิยายเรื่อง Norwegian Wood หรือชื่อในเวอร์ชั่นแปลไทยโดยสำนักพิมพ์กำมะหยี่คือ ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย ซึ่งเป็นนวนิยายอันโด่งดังไปทั่วโลก ขายได้ถึง 3 ล้าน 5 แสนเล็มในปีแรกที่วางขาย! ครั้งหนึ่งมีคนถามเขาว่าทำไมเขาถึงเขียนนิยายเรื่องนี้ออกมา…มูราคามิตอบว่า “เขาอยากเขียนอะไรที่ไม่ใช่แนวเหนือจริงดูบ้าง เขาก็เลยเขียนนิยายเรื่องนี้ออกมา และเขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้” ซึ่งแน่นอนนิยายเรื่อง Norwegian Wood เป็นนิยายเรื่องเดียวของเขาที่ไม่มีความเหนือจริงปะปนในนั้นเลย ผลที่เกิดขึ้นคือทุกคนชื่นชอบนิยายเรื่องนี้มากๆ (รวมไปถึงนักอ่านในต่างประเทศที่เป็นชาวตะวันตกก็ชื่นชม ส่วนตัวผมจัดว่าเป็นเรื่องแรกที่ควรเริ่มอ่านสำหรับนักอ่านที่ต้องการเข้าสู่โลกของมูราคามิ)

Norwegian Wood เคยได้รับการสร้างเป็นภาพยนต์ออกฉายในปี 2010 กำกับโดย Tran Anh Hung หนังประสบความสำเร็จกลางๆโดยไม่ได้สร้างกระแสหวือหวาอะไรมากนัก เวปไซต์ IMDB ให้เรตติ้งที่ 6.4 จากคนโหวตราวๆ 9300 กว่าคนเท่านั้น แต่ตัวหนังเองก็ไม่ได้ออกมาน่าเกลียดทำลายต้นฉบับ

สำหรับผม ผมเชื่อว่างานของมูราคามิไม่เหมาะที่จะสร้างออกมาเป็นหนัง เพราะเสน่ห์ของงานมูราคามิ คือการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรที่บรรจุอารมณ์ต่างๆเอาไว้ และตัวละครที่ดูแปลกแยก โดดเดี่ยวในแบบของมูราคามิควรจะโลดเล่นในสายธารของตัวอักษรมากกว่าในโลกแผ่นฟิล์มเซลลูลอยด์

ถึงแม้งานของมูราคามิจะไม่ใช่สไตล์การเล่าเรื่องแบบ page turner (ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องแบบผู้อ่านวางไม่ลง พลิกหน้าอ่านไปเรื่อยๆเพราะอยากรู้เรื่องที่ถูกผูกปมไว้ให้ดึงดูด สงสัย) แต่เสน่ห์ที่นักเขียนคนอื่นไม่สามารถลอกเลียนได้คือ การผสมผสานลงตัวระหว่าง ตัวละคร ชีวิตประจำวันที่เรียบง่ายเช่นทำอาหาร ฟังเพลง ครุ่นคิดกับตัวเอง หวนนึกถึงอดีต ออกตามหาสิ่งที่หายไป แก้ปมในใจ และเรื่องราวเหนือจริงๆของสิ่งต่างๆในเรื่อง….ทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ที่ใครๆก็ยอมรับว่าต้องมูราคามิเท่านั้น

มูราคามิเดินเรื่องด้วยภาษาที่เรียบง่าย ดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ ค่อยๆเกาะกุมความคิด หัวใจและอารมณ์คนอ่านเอาไว้ หลายเรื่องที่อ่านแล้วอาจจะรู้สึกเบื่อและเผลออุทานออกมาว่า … อะไรวะเรื่องไม่ไปไหนเลย น่าเบื่อ วางไว้ก่อน… จนบางทีต้องใช้ความพยายามในการอ่านมาก ด้วยเหตุนี้หลายคนมักจะส่ายหน้าเมื่อบอกว่านิยายของมูราคามิออกใหม่ เพราะงานของเขาเข้าถึงยาก อ่านไม่สนุกนั่นเอง

แต่ถ้าใครได้ลองอ่านไปสักสองสามเรื่อง แทบจะบอกได้เลยว่าร้อยทั้งร้อยต้องตามหาเรื่องอื่นๆมาอ่าน

ปัจจุบันมูราคามิอายุ 68 ปี มีสองอย่างที่เขาปฎิบัติเป็นกิจวัตรทุกวันคือการเขียนหนังสือและออกวิ่งออกกำลังกาย

บรูซแบท…เล่าเรื่อง
บทความ ภาพประกอบ ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s